รีวิว Mary and the Witch’s Flower

สมกับเป็นแอนิเมชั่นที่แฟน ๆ รอคอย ตั้งทราบข่าวว่าทีมงานสตูดิโอ GHIBLI แยกมาเปิดสตูดิโอของตัวเอง โดยใช้ชื่อว่า สตูดิโอ Ponoc และ Mary and The Witch’s Flower หรือ แมรี่ผจญแดนแม่มด คือผลงานเรื่องแรกที่ทางค่ายซื้อสิทธิ์นิยายชื่อดังเรื่อง The Little Broomstick ของ แมรี่ สต๊วร์จ มาดัดแปลง และเมื่อแอนิเมชั่นเรื่องนี้เข้าฉายในประเทศไทย ก็สร้างความประทับใจให้กับ แฟนอนิเมะญี่ปุ่นในไทย โดยเฉพาะ งานด้านภาพของ ที่สวยตระการ สมแล้วที่ ทีมงานใช้เวลาวาดแอนิเมชั่นเรื่องนี้ นานถึง 3 ปีเต็ม

ดูอนิเมะออนไลน์

 

หลังจากที่สตูดิโอจิบลิของฮายาโอะ มิยาซากิไม่มีผลงานใหม่มาให้แฟนๆ ได้ชมกันนานถึง 3 ปี แต่ล่าสุด แฟนๆ คงได้ใจชื้นขึ้นมาหน่อย เมื่อมีภาพยนตร์แอนิเมชันลายเส้นคุ้นตาเราๆ เรื่อง Mary and the Witch’s Flower หรือชื่อไทยคือ แมรี่ผจญแดนแม่มด จากสตูดิโอโพนอค (Studio Ponoc) ซึ่งก่อตั้งโดยอดีตทีมงานบางส่วนของสตูดิโอจิบลิเดิม นำโดยโยชิอากิ นิชิมูระ โปรดิวเซอร์ผู้เคยอยู่เบื้องหลังแอนิเมชันน้ำดีอย่าง The Tale of the Princess Kaguya (2013) และ When Marnie Was There (2014)

 

 

Mary and the Witch’s Flower เป็นเรื่องของ แมรี่ สมิธ เด็กหญิงผมแดงที่ย้ายไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดกับคุณป้าชาลอตต์ และมิสซิสแบงค์ ผู้ดูแลบ้าน ระหว่างที่แมรี่เดินเล่นในป่าหลังบ้าน เธอได้เจอแมวชื่อทิป ซึ่งพาเธอให้ไปเจอกับเมล็ดพันธุ์ที่จะทำให้แมรี่สามารถเป็นแม่มดได้เพียง 1 วัน การผจญภัยของเธอในดินแดนแม่มดจึงได้เริ่มต้นขึ้น

ดูอนิเมะ 

 

เนื้อเรื่อง รีวิว Mary and the Witch’s Flower

รีวิว Mary and the Witch’s Flower

Mary and The Witch’s Flower แมรี่ ผจญแดนแม่มด ดัดแปลงจากหนังสือแนวแฟนตาซี The Littlest Broomstick ประพันธ์โดย แมรี่ สจ๊วต ว่าด้วยเรื่องราวของ แมรี่ พากย์เสียงโดย ฮานะ สึกิซากิ (Hana Sugisaki) เด็กสาวที่ค้นพบเมล็ดพันธุ์เวทย์มนตร์จากโลกแม่มดที่ทำให้ตัวเองมีพลังวิเศษเป็นเวลา 1 คืน โดยเธอเดินทางไปยังโลกเวทมนตร์และได้ล่วงรู้แผนการลับบางอย่างโดยบังเอิญ เมื่อเหล่าสัตว์เวทย์มนตร์ถูกกักขังโดยพลังความชั่วร้าย แมรี่ตัดสินใจที่จะใช้เวลา 1 คืนของเธอหยุดยั้งแผนการชั่วร้ายให้ได้

 

 

 

ความรู้สึกหลังดู

 

Mary and the witch’s flower เล่าเรื่องของ Mary เด็กสาวผมยุ่งหัวแดงที่ทำอะไรไม่เคยดีสักอย่าง กระทั่งวันหนึ่งจับพลัดจับผลูไปเจอกับดอกไม้แม่มดซึ่ง 7 ปีจะบานสักครั้ง และจากนั้นชีวิตของน้องก็ต้องไปพัวพันกับเรื่องเวทมนต์สุดคาดคิดจนชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป… ความโดดเด่นอย่างหนึ่งของเรื่องนี้ที่ต้องยอมรับคืองานภาพที่มาในแนวๆ ยุคเก่าหน่อยๆ แต่ดูแล้วสบายตา เฟรมเรตลื่นไหลไม่ขี้เหร่ อาจไม่ได้ใช้เอฟเฟกต์อลังการอะไรนัก แต่โดยรวมก็สมกับเป็นภาพยนตร์จอเงินดีครับ

 

อีกส่วนหนึ่งที่ชอบของเรื่องนี้คือการออกแบบโลกแม่มดและเวทมนตร์ครับ รู้สึกว่ามีความสร้างสรรค์ใช้ได้ แม้ในหลายๆ ส่วนจะพอดูออกว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพนตร์และการ์ตูนอีกหลายๆ เรื่อง ทว่าในภาพรวมมันก็สร้างความตื่นตาตื่นใจใช้ได้อยู่เหมือนกัน

รีวิว Mary and the Witch’s Flower

ตัวหนังใช้วิธีเล่าเรื่องไม่เริ่งร้อน ไม่เร่งเร้า ค่อยๆ ไปตามสเต็ป เข้าช่วงไคลแมกซ์และจบลงอย่างละมุนละม่อม ในแง่หนึ่งหากมองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ดูง่ายๆ สบายๆ เหมาะกับการพักผ่อนในวันหยุด ก็พอได้อยู่ครับหลายๆ คนอาจจะชอบแบบนั้น ทว่าหากใครที่ต้องการดูการผจญภัยในโลกแม่มดสุดเข้มข้นของ Mary หรือหวังกับปริศนาทับซ้อนชวนเซอร์ไพรส์ในเนื้อเรื่อง น่าจะผิดหวังกันหน่อยล่ะครับ ว่ากันง่ายๆ ตรงๆ เลยคือ “ยืดยาดในส่วนที่ควรกระชับ แต่ดันมากระชับในส่วนที่ต้องขยี้” อย่างช่วงองค์แรกของเนื้อเรื่องที่ค่อยๆ เล่าเรื่องไปเรื่อยๆ ไม่มีรีบ แต่พอเข้าช่วงไคลแมกซ์ดันเร่งรัด ตัดกระชับฉับไว ทั้งๆ ที่หากเลือกจะขยี้อีกสักหน่อย ตัวภาพยนตร์จะโอเคกว่านี้มาก

อนิเมะออนไลน  

 

อย่างไรก็ดีเมื่อมันเป็นงานแรกของ Studio Panoc ก็อดคิดไม่ได้เช่นกันว่าตัวภาพยนตร์โดนจำกัดงบรึเปล่า คือจังหวะเล่นใหญ่แทบไม่มีเลย พอจะใหญ่ก็ไม่สุดจนรู้สึกราวกับภาพยนตร์มันกั๊กๆ ไปสักหน่อย คู่พระนาง Mary กับ Peter ก็ยังไม่รู้สึกว่าเคมีสปาร์คกันขนาดนั้น กระนั้นก็ไม่ใช่รู้สึกเหมือนโดนยัดเยียดนะ อาจเพราะตัวละครที่มีแอร์ไทม์ออกมาปฏิสัมพันธ์กันมันไม่ได้มากมายอะไร คนดูจึงรู้สึกได้ประมาณว่า “อืม… ก็คงต้องเป็นหมอนี่ (Peter) ล่ะนะ”

 

ด้วยความละมุนละไมจนเกินไปสำหรับวัยผม Mary and the witch’s flower จึงไม่ใช่หนังที่ทำให้ผมฮือฮานัก แต่ก็ไม่ผิดหวังนะ ในทางกลับกันก็อย่างที่บอกครับ ถ้าชอบการ์ตูนละเมียดๆ ดูสบายๆ เนื้อเรื่องไม่ซับซ้อน ภาพสวยไร้ความรุนแรง เรื่องนี้เป็นตัวเลือกต้นๆ ในยามปัจจุบันที่คุณควรตีตั๋วเข้าไปดูเลยครับ โดยเฉพาะน้องๆ เด็กๆ เล็กๆ ผมว่ามีแววจะถูกใจอยู่มากเลยล่ะ

 

 

 

ส่วนผสมที่เราคุ้นเคย

Mary and the Witch’s Flower เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของสตูดิโอโพนอค โดยการกำกับของฮิโระมะสะ โยะเนะบะยะชิ ที่เคยฝากผลงานไว้กับสตูดิโอจิบลิเรื่อง The Secret World of Arrietty (2010) และ When Marnie Was There (2014) มาแล้ว โดยเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง The Little Broomstick ของ Mary Stuart และใช้เวลาเตรียมงานสร้างกว่า 3 ปี จึงไม่แปลกที่เราจะได้รับรสชาติและกลิ่นอายลายเส้นที่ไม่ต่างจากอนิเมชันจากสตูดิโอจิบลิเท่าไหร่

 

 

ฉากและตัวละครที่เราคุ้นตา

แมรี่ สาวน้อยผมแดงที่หลุดเข้าไปในโลกของแม่มดกับทิป แมวดำอีกหนึ่งตัว สำหรับเราดูแล้วทำให้นึกถึงคาแรกเตอร์หนูน้อย Kiki เลยแหละ ซึ่งเราคิดว่าค่อนข้างจำเจสำหรับการ์ตูนแอนิเมะญี่ปุ่น และหนังยังคงมีกลิ่นของสตูดิโอจิบลิอยู่เต็มเปี่ยม เช่นการใส่เนื้อหาแฟนตาซีและพาตัวละครเข้าไปในโลกแม่มดอย่าง Kiki’s Delivery Service (1989) และ Spirited Away (2001) รวมถึงยังมีส่วนผสมของภาพยนตร์พ่อหมดน้อย Harry Potter ในแง่ของข้อคิดเรื่องมิตรภาพระหว่างเพื่อนอีก

รีวิว Mary and the Witch’s Flower

 

เพลงประกอบที่เราคุ้นหู

ส่วนดีที่เราชื่นชอบของเรื่องนี้คือการเลือกใช้เพลงประกอบ Rain ของวงดนตรีร็อกชื่อดังจากญี่ปุ่น Sekai No Owari ซึ่งเพราะมาก ส่วนเพลงสกอร์ในหนังก็ได้มุรามัตสึ ทากาทสึกุ (Muramatsu Takatsugu) ที่ทำเพลงให้กับโยเนะบะยะชิในหนังเรื่อง When Marnie was there มาแล้ว ซึ่งก็ทำได้ดีไม่แพ้กันเลย

อนิเมะ 

 

Mary and the Witch’s Flower ถือเป็นภาพยนตร์แอนิเมะที่จัดว่าดูได้เพลินๆ เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี ส่วนตัวเราว่าเรื่องนี้ลายเส้นและฉากของเรื่องจะใกล้เคียงกับการ์ตูนฝั่งตะวันตก ซึ่งก็พอจะหลุดจากเงาของสตูดิโอจิบลิอย่างชัดเจนได้บ้าง (ยกเว้น When Marnie Was There ซึ่งก็เป็นผลงานของผู้กำกับคนเดียวกัน) แต่โดยรวมแล้วงานภาพก็ยังสวยในแบบของจิบลิ

 

สิ่งที่เป็นจุดด้อยอย่างเดียวและเป็นจุดใหญ่ด้วยสำหรับเราคือความลื่นไหลของบทที่ยังไม่ดีเท่าที่ควร การปูพื้นลักษณะนิสัยของแมรี่ในช่วงแรกก็ยืดยาดจนจัดว่าน่าเบื่อได้เลยแหละ แต่ช่วงหลังยังดีหน่อยที่มีการเดินเรื่องกระชับขึ้น แต่ในความกระชับก็ทำให้ขาดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เราคิดว่าหากเพิ่มเติมได้สักหน่อยก็คงจะดี แต่สุดท้ายแล้วเราก็ยังอิ่มเอมใจไปกับหนังเรื่องนี้นะ

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น