รีวิว Stand by me Doraemon เพื่อนกันตลอดไป

 

 

Stand by me Doraemon

 

อนิเมะออนไลน์

 

ทางญี่ปุ่นได้ทำภาพยนตร์ Stand by me Doraemon ขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 80 ปีอาจารย์ ฟุจิโกะ เอฟ ฟุจิโอะ ผู้แต่งและวาดโดราเอมอน น่าเสียดายที่อาจารย์ท่านไม่อยู่ร่วมฉลองกับความยิ่งใหญ่ครั้ง เพราะ Stand by me Doraemon กลายเป็นแอนิเมชั่นภาคที่ทำรายได้สูบงสุดในประวัติศาสตร์ของเรื่องเลย หลังจากที่ฉายในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมาก็ครองอันดับหนึ่งใน Box Office มาตลอดหนึ่งเดือนในช่วงที่ฉายอยู่ และตอนนี้คนไทยเราก็จะได้เป็นส่วนหนึ่งในการฉลองความยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ เมื่อทาง M Pictures ได้นำมาฉายได้ได้ชมกันในวันสิ้นปี 31 ธันวาคม 2557 นี้ แต่มีรอบพิเศษให้กูกันก่อนในวันที่ 25-30 ด้วย

 

 

 

รีวิว Stand by me Doraemon เพื่อนกันตลอดไป เรื่องย่อ

 

เมื่อโนบิตะพบตุ๊กตาหมีตัวเก่าที่เขาเคยเล่นสมัยเด็กอยู่ในห้อง ทำให้เขานึกถึงคุณย่าที่แสนใจดี พร้อมตัดสินใจชวนโดราเอมอนย้อนเวลากลับไปในอดีตเพื่อพบกับคุณย่าอีกครั้ง จนเมื่อคุณย่าเอ่ยปากว่า “อยากจะพบกับเจ้าสาวของโนบิตะ” โดราเอมอนและโนบิตะจึงเดินทางไปในวันแต่งงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก่อนจะพบว่าโนบิตะในวัยผู้ใหญ่ได้หนีหายออกจากงานแต่งงานของเขากับชิซึกะไป โนบิตะและโดราเอมอนจึงต้องช่วยกันตามหาเพื่อทำให้ความฝันของคุณย่าเป็นจริง

อนิเมะ 

ห่างมาถึง 6 ปีนับจากภาคแรกในชื่อ ‘Stand by Me Doraemon โดราเอมอน เพื่อนกันตลอดไป’ ในปี 2014 ซึ่งจริงแล้วก็ถือว่าจบลงตัวในตัวเองอย่างมากแล้ว แต่ด้วยความนิยมของแอนิเมชัน 3 มิติชุดนี้ ทำให้ผู้กำกับ ยามาซากิ ทาเคชิ และ ยางิ ริวอิจิ จากภาคแรกกลับมาสานต่อเรื่องราวมิตรภาพสุดซึ้งนี้ต่อ

รีวิว Stand by me Doraemon เพื่อนกันตลอดไป

 

 

ความแตกต่าง

 

ว่ากันตามจริงแล้วต้องบอกก่อนว่าความแตกต่างสำคัญระหว่าง Stand by Me Doraemon กับแอนิเมชันโดราเอมอนที่เป็นภาคการผจญภัยต่าง ๆ ซึ่งมีออกฉายมาแทบทุกปีนั้น หลัก ๆ คือกลุ่มผู้ชม เพราะในขณะที่แอนิเมชัน 2 มิติจะจับกลุ่มเด็กจริง ๆ ที่เน้นเรื่องของฉากการผจญภัยหวือหวา มีเพื่อนใหม่ของโนบิตะที่น่าสนใจซึ่งมักไม่ใช่คน เรียกว่าอัดแฟนตาซีจัดเต็มกว่า

 

แต่แอนิเมชัน 3 มิติ ในชุด Stand by Me Doraemon นั้น จะจับความสนใจ หรือความเข้าใจกับอดีตเด็ก หรือผู้ใหญ่ในปัจจุบันที่โตมากับการ์ตูนชุดโดราเอมอนได้ดีกว่า ทั้งด้วยเรื่องของฉากการผจญภัยที่จะไม่แฟนตาซีเท่า ดูมีความดราม่าเรื่องความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกว่าและต้องอาศัยความเข้าใจมากขึ้น นอกจากนี้มุกการเล่าเรื่องก็ยังสามารถใส่ความซับซ้อนได้มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการย้อนเวลาแก้ไขอดีต-อนาคตไปมา ซึ่งที่ว่ามามันคือหนังแอนิเมชันสำหรับเด็กโตจนถึงวัยผู้ใหญ่ดูนั่นเอง

 

 

สิ่งที่น่าสนใจ

تويتر \ SF Cinema على تويتر: "โธ่  ต้องแข่งกับคนที่ทั้งหล่อทั้งเก่งนี่ยากจริงๆ! "Stand by Me Doraemon  เพื่อนกันตลอดไป" Sneak Preview 25-30 ธ.ค.นี้ http://t.co/VAuZwFVska"

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ ‘Stand by Me Doraemon 2 โดราเอมอน เพื่อนกันตลอดไป 2’ ด้านเนื้อเรื่องนั้น ก็แอบประหลาดใจเล็กน้อยที่หนังมีความเชื่อมโยงแบบจับต้องได้กับหนังภาคแรก ซึ่งที่คาดไว้ทีแรกคือหนังน่าจะแยกกันจบในตัวแบบแอนิเมชัน 2 มิติที่แต่ละตอนไม่ต้องเชื่อมโยงกัน ด้วยระยะเวลาที่ทิ้งห่างมาถึง 6 ปี คนที่ดูภาคแรกก็น่าจะลืมรายละเอียดไปเยอะแล้ว ทว่าผู้สร้างก็คงความตั้งใจให้หนังชุดนี้มีความเป็นชุดสะสม ที่เรื่องราวต่อเนื่องเป็นหนังชุดเดียวกันนั่นเอง

 

เนื้อเรื่องที่โนบิตะอยากกลับไปหาคุณย่าเพราะเจอตุ๊กตาในวัยเด็ก (โดยนำเนื้อหาในหนังสือการ์ตูนตอนที่ซึ้งที่สุดตอนหนึ่งมาใช้) และลากไปสู่ตอนที่โนบิตะในอนาคตหนีการแต่งงาน ทำให้โดราเอมอนต้องตามไปแก้ปัญหามีการข้ามเวลาไปมากันวุ่นวาย จึงเป็นการคิดเลือกเรื่องราวในตอนที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโนบิตะกับครอบครัว (คุณย่า,คุณพ่อ,คุณแม่) มาเชื่อมกับครอบครัวที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ (โนบิตะ กับชิสุกะ) นั้น ทำให้เราเห็นความพิถีพิถันของผู้สร้างอย่างดีทีเดียว อันนี้ชื่นชมมาก ๆ

 

ซึ่งฉากประมวลความสัมพันธ์ทั้งหมดค่อนปลายเรื่อง ลากยาวจนถึงจบนั้น ต้องบอกว่า ขยี้แล้วขยี้อีก อัดฉากซึ้ง ๆ คำพูดซึ้ง ๆ มารัว ๆ ฉากนี้ยังไม่น้ำตาซึมเหรอ ได้ งั้นต่อด้วยฉากนี้ ยังอีกเหรอ งั้นฉากนี้ล่ะ ..อารมณ์ประมาณนี้เลย ตรงนี้แล้วแต่คนเลย ใครอินอยู่แล้วก็น่าจะยิ่งชอบ แต่ในทางกลับกันใครไม่อินมุกแนวญี่ปุ่นขยี้เรียกน้ำตาก็คงรู้สึกว่าจะอะไรกันนักกันหนา ทว่าด้วยความเป็นแอนิเมชันน่ารัก ๆ เราคงไม่รู้สึกไปรำคาญตัวละครเท่ากับหนังญี่ปุ่นคนแสดงอยู่ดี

 

 

ส่วนที่ยังทำได้ไม่ดีนัก แต่ก็เป็นจุดที่เลี่ยงไม่ได้ ก็คงเป็นบรรดาความงี่เง่าของตัวโนบิตะเองที่ต้องมีเพื่อสร้างปัญหาให้เรื่องเดิน ซึ่งในหนังสือการ์ตูนเราอาจเคยชินกับมันอยู่แล้ว เพราะมักจะจบความงี่เง่าหนึ่ง ๆ ในตอนสั้น ๆ แต่พอมาเป็นหนังยาว ๆ แล้วยังเล่าด้วยความสมจริงมาก ๆ ไม่ค่อยแฟนตาซี บรรดาความงี่เง่าเหล่านั้นจึงอาจมากเกินพอดี

 

เราอาจทำใจได้ว่าเขาเป็นเพียงเด็กประถมมันก็มีความไม่นิ่งทางอารมณ์ความคิดอยู่แล้ว นั่นก็พอเข้าใจได้ ในฉากที่โนบิตะกลับไปอดีตเจอตัวเองตอนเด็กกว่าทำตัวงี่เง่า โนบิตะก็โกรธ และนี่คือจุดสำคัญมาก ๆ ว่าตัวละครโนบิตะในปัจจุบันนั้นมีพัฒนาการมาก แล้วหลังจากนั้นเขาก็ไม่ค่อยทำตัวงี่เง่า ซึ่งดีมาก ๆ ที่หนังเล่าได้แบบนี้ ทว่าพอไปเจอโนบิตะผู้ใหญ่ปรากฏว่าตัวโนบิตะในวัยผู้ใหญ่ดันทำตัวงี่เง่าหนักกว่า มันทำให้ความรู้สึกตรรกะของหนังมันแปร่ง ๆ ไปหมด และกลายเป็นว่าเราอยู่กับความงี่เง่าของโนบิตะในทุกวัยแทบจะ 60% ของเรื่อง ซึ่งมันทรมานไม่น้อยทีเดียว

 

และแม้ท้ายสุดหนังจะหาทางออกและคลี่คลายได้ว่าทำไมโนบิตะจึงไม่ได้เรียนรู้พัฒนาความคิดอะไรขึ้นเลยหลังเหตุการณ์ทั้งหมดที่ว่ามา เพื่อให้เนื้อหาของแอนิเมชันในอนาคตไม่แกว่ง แต่ในทางหนึ่งเราก็รู้สึกว่าเขาทิ้งพัฒนาการของตัวละครไปแบบไม่ใยดีเกินไป เหมือนเวลากว่าชั่วโมงครึ่งที่ผ่านมา โนบิตะกลับไปเป็นเด็กงี่เง่าคนเดิมตอนต้นเรื่อง เนี่ยเสียดายสุด

ดูอนิเมะออนไลน์ 

 

อีกเรื่องที่น่าดีใจคือ แม้หนังจะมีบทสรุปจบในตัว แต่ก็ทิ้งเชื้อแบบเนียน ๆ ถึงภาค 3 ไว้ (ถ้าจะทำ) เพราะมีฉากหนึ่งที่โนบิตะกับโดราเอมอนเปิดดูอนาคต 1 ปีหลังวันแต่งงานและพบว่า… ซึ่งเราอาจหลงลืมไป และคิดว่าแก้ไขเหตุการณ์หมดแล้ว ทว่าในความจริงเหตุการณ์ที่ทั้งคู่เห็นนั้นก็จะยังคงอยู่ หากแต่โนบิตะกับโดราเอมอนเข้าใจผิดไปเองว่านั่นเกิดจากเหตุการณ์หนีการแต่งงานครั้งนี้ จึงน่าสนใจไม่น้อยทีเดียวว่าเกิดอะไรขึ้นกับโนบิตะหลังแต่งงานไปแล้ว 1 ปีกันแน่

 

และถ้าคำนึงว่าจะต้องเป็นการปิดหนังไตรภาคก็คงต้องบอกว่าน่าจะเป็นดราม่าใหญ่สุดของเรื่องแน่ ๆ

 

รวมรูปภาพของ พาไปชม “แบบบ้านโนบิตะ” ถอดแบบจากการ์ตูน  สู่แบบบ้านที่สามารถสร้างได้จริง รูปที่ 5 จาก 6

 

พูดถึงเรื่องบทของภาพยนตร์ Stand by me Doraemon ก็ไม่ใช่บทเนื้อเรื่องใหม่อะไร แต่เป็นการรวมเอาการ์ตูนโดราเอมอน 10 ตอน ที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของโนบิตะ มารวมไว้เป็นตอนเดียวกัน โดยเขียนบทบางจุดให้เนื้อเรื่องสามารถเชื่อมโยงกันได้ ซึ่งทางคุณ ทาคาชิ ยามาซากิ (จากเรื่อง Space Battleship Yamato และ ปรสิตเดรัจฉาน) ผู้กำกับและผู้เขียนบทของภาคนี้ก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว ทุกตอนที่เคยแยกจากกันเป็นคนละตอนกลับรวมเป็นตอนเดียวได้อย่างเนียน ด้วยการดัดแปลงเรื่องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็นั่นแหละเพราะดัดแปลงน้อยมากๆ เนื้อเรื่องก็เลยยังคงเหมือนในการ์ตูน ไม่มีอะไรแปลกใหม่มากนัก สำหรับคนที่อ่านการ์ตูนมาแล้ว

 

 

ถึงแม้เนื้อเรื่องจะเหมือนกับในหนังสือการ์ตูน ซึ่งตัวผมก็เคยอ่านการ์ตูนทั้ง 10 ตอนนี้มาแล้ว แต่หลังจากที่ได้ชมภาพยนตร์แล้วกลับรู้สึกได้เลยว่า มันต่างกันครับ! อารมณ์มันต่างกับตอนนั่งอ่านจากหนังสือการ์ตูนเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาพ ที่ทำเป็น 3D CG ที่สวยงามมาก เก็บทุกรายละเอียด ทั้งสีหน้าตัวละคร ฉากหลัง รายละเอียดเสียงและแสงเงา ที่ผมเคยนำมาเบืองหลังการสร้างมาให้ดูกันทีหนึ่งแล้ว ว่ากว่าจะสร้างออกมาแต่ละฉากนั้น 3D CG ทำยากกว่าที่หลายคนคิดเยอะ (ในเรื่องมีโลโก้สปอนเซอร์ของภาพยนตร์ภาคนี้อยู่เยอะเลยล่ะ) และทีเด็ดอีกอย่างของภาพยนตร์นี้ก็คือดนตรีประกอบที่เข้ากับอารมณ์ของฉากช่วงนั้นๆได้มากเลย จากปกติตอนอ่านจากหนังสือการ์ตูน แทบจะไม่รู้สึกอะไร แต่พอชมภาพยนตร์กลับรู้สึกซึ่งมากครับ

 

สรุป

 

สรุปจากความรู้สึกที่ได้ไปชมภาพยนตร์ Stand by me Doraemon ครั้งนี้ รู้สึกประทับใจในการสื่ออารมณ์ที่ทำออกมาได้ดี และฉาก 3D CG ที่สวยงามมาก แม้จะเป็นตอนที่เคยดูเคยอ่านมาแล้วทั้งนั้นก็ยังดูแล้วประทับใจอยู่ แต่ในส่วนเนื้อเรื่องนั้นเฉยๆมากสำหรับคนที่เคยอ่านมาแล้ว เพราะมันเหมือนอ่านการ์ตูนแทบจะ 100% สำหรับใครที่เคยอ่านการ์ตูนโดราเอมอนมาแบบปรุโปร่งแล้ว ก็สามารถข้ามไปได้ครับ ส่วนใครที่ไม่เคยอ่านการ์ตูนมาก่อน หรืออยากสัมผัสภาพ 3D CG สวยๆและการสื่ออารมณ์ของเนื้อเรื่องที่แตกต่างจากการอ่านการ์ตูน แนะนำว่าไม่ควรพลาด

 

ดูอนิเมะ 

 

 

ปิดท้ายกันด้วย เพลงประกอบภาพยนตร์เพราะๆ Himawari no Yakusoku (คำสัญญาแห่งดอกทานตะวัน) อ้อ! หลังภาพยนตร์จบแล้ว ยังมีอะไรฮาๆต่ออีกนิด อย่าเพิ่งรีบออกจากโรงภาพยนตร์กันนะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น