รีวิว toy story 4

 

 

หลายๆ คนคงเติบโตมากับ Toy Story ตั้งแต่ภาคแรก บ้างถึงขั้นผูกพันเพราะว่าเป็นอนิเมชันสามมิติเรื่องแรกๆ ในสมัยนั้นที่สนุกมากๆ ด้วยเรื่องราวที่แปลกใหม่ เนื้อหาเนื้อความน่าสนใจโดยเฉพาะกับเด็กๆ ตัวละครติดตาตรึงใจ ทำให้ Toy Story อยู่ในใจของทุกคนได้ไม่ยากตลอดมาจนกระทั่งภาค 3 ภาคที่หลายคนว่าจบสวยมากๆ เพอร์เฟกต์แล้ว

 

Toy Story 4 อยู่ดีๆ กลับโผล่ออกมาท่ามกลางเสียงที่แตก บ้างก็ดีใจ บ้างก็เห็นว่าไม่น่าทำ แต่ไหนๆ ในเมื่อดิสนีย์เขาทำออกมาแล้วก็ต้องตามดูกันต่อไปว่าผองเหล่าของเล่นแก๊งวู้ดดี้และบัซจะไปทำอะไรกันอีก

 

แต่พอได้เข้าไปดูแล้ว นี่มันไม่ใช่ Toy Story แบบที่เราคิดการ์ตูนอนิเมะผู้ชาย

 

 

รีวิว toy story 4 เนื้อเรื่อง

 

รีวิว toy story 4 ภาคนี้ไม่ได้ติดตามของเล่นตัวเก่าๆ ทั้งหมดแบบที่ผ่านมา นี่ไม่ใช่การผจญภัยร่วมมือกันของเหล่าผองเพื่อน แต่เป็นการฉายเดี่ยวของวู้ดดี้ ใช่ครับ ภาคนี้วู้ดดี้บทเยอะสุด เยอะกว่าใครเพื่อน เพราะวู้ดดี้ต้องไปตามหาฟอร์กกี้ที่หนีออกไปจากกลุ่ม เพราะไม่ยอมเชื่อว่าตัวเองเป็นของเล่น คิดว่าตัวเองเป็นขยะ

 

นอกจากนี้ภาคนี้ยังเป็นการกลับมาของ โบ ปี๊ป ตุ๊กตาเลี้ยงแกะและแกะสามหัวของเธอจากสองภาคแรก แต่กลับมาในแบบสาวแกร่งเพราะทั้งสองต้องอยู่ด้วยตัวเองตลอดมา เธอเป็นตัวละครที่เด่นที่สุดในเรื่อง มากกว่าวู้ดดี้ซะอีก ถึงแม้เวลาบนจอจะออกมาน้อยกว่านิดหน่อย เพราะตัวละครของเธอโดดเด่นกว่าใคร แกร่ง มั่นใจในตัวเอง เด็ดขาด เป็นผู้นำ แต่ก็ยังมีมุมอ่อนโยน รักพวกพ้อง

 

 

รีวิว toy story 4

toy story 4 เรื่องย่อ

 

เรื่องราวการผจญภัยครั้งใหม่ของ วู้ดดี้ ที่เริ่มต้นชีวิตในบ้านของเจ้าของคนใหม่ คือ บอนนี่ ซึ่งเธอได้ใช้ช้อนกึ่งส้อม ประดิษฐ์ออกมาเป็นของเล่นใหม่ที่ตั้งชื่อว่า ฟอร์คกี้ แต่เจ้าฟอร์คกี้ รู้ว่าแท้จริงเขาไม่ใช่ของเล่นแต่เป็นขยะ จึงอยากกลับไปสู่ชีวิตที่แท้จริง เดือดร้อนถึงวู้ดดี้ต้องตามกลับมา กลายเป็นการผจญภัยของเหล่าของเล่นครั้งใหม่ รวมถึงการกลับมาของ โบ ของเล่นหวานใจของวู้ดดี้ที่เธอกลับมาในมาดใหม่เป็นสาวสุดแกร่งด้วย

 

ดูอนิเมะ

 

 

การกลับมาครั้งที่ 4 ของแก๊งของเล่น หลังจากผ่านไปเกือบครบ 10 ปี จนนึกว่าจะจบลงในภาคที่แล้วตามแบบฉบับหนังไตรภาคเสียอีก แต่แล้วพิกซาร์ก็มีไอเดียคืนชีพเหล่าตัวละครแสนรักกลับมาหาแฟน ๆ ของพวกเขาอีกครั้ง พร้อมกับประกาศว่านี่จะเป็นภาคส่งท้ายของแฟรนไชส์นี้แล้ว (จริงมั้ยไม่รู้) โดยรอบนี้ได้ผู้กำกับหน้าใหม่แต่ไม่ละอ่อนอย่าง จอช คูลีย์ ที่เคยเขียนให้หนังรางวัลน้ำดีอย่าง Inside Out (2015) มาก่อน และยังได้ลองมือกำกับหนังสั้นภาคย่อยอย่าง Riley’s First Date? (2015) ด้วย จนตอนนี้คงอิ่มพร้อมทั้งฝีมือการเล่าเรื่องและบารมีที่จะก้าวขึ้นมารับไม้ต่อจากผู้กำกับภาคแรกและ 2 อย่าง จอห์น แลสเซตเตอร์ ที่ต้องถอนตัวไปอย่างน่าเสียดาย เนื่องจากภาระหน้าที่ในงานบริหารค่าย

รีวิว toy story 4

 

จริง ๆ นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Toy Story ได้ออกจากอ้อมอกของแลสเซตเตอร์ เพราะในภาคที่ 3 เมื่อปี 2010 ก็ถ่ายมือมาสู่ ลี อุนคริช ผู้กำกับที่เคยร่วมกำกับกับแลสเซตเตอร์ในภาคที่ 2 ทั้งยังสร้างบารมีด้วยการกำกับร่วมในหนังอย่าง Monsters, Inc. (2001) และ Finding Nemo (2003) มาก่อน ทั้งในภาค 3 ตัวแลสเซตเตอร์ยังช่วยดูบทหนังให้อยู่ด้วย เมื่อเทียบกันงานภาค 4 ของคูลีย์จึงเป็นงานที่ยากและท้าทายกว่า ตรงที่ไม่มีพ่อผู้ให้กำเนิดดูแลเกี่ยวข้องอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตามแฟน ๆ ไม่ต้องตกใจไปว่าจะเป็นหนัง Toy Story ที่เราไม่รู้จัก เพราะตัวหนังยังคงได้ แอนดรูว์ สแตนตัน ที่ร่วมเขียนบทตั้งแต่ภาคแรกมาช่วยเขียนบทให้เช่นเคย ทั้งยังได้ผู้เกี่ยวข้องกับหนังชุดนี้เข้ามาช่วยกันหลายต่อหลายคนทีเดียว แม้จะมีข่าวไม่สู้ดีว่าหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 4 ของพิกซาร์ที่มีการเปลี่ยนทั้งผู้กำกับและมีการเขียนบทใหม่ ซึ่งไอ้ 3 เรื่องก่อนหน้า ก็แป้กไปเสีย 2 เรื่องแล้วด้วย (ฺBrave กับ The Good Dinosaur)

อนิเมะตลก

 

แต่กับ Toy Story 4 ที่เป็นเหมือนหนังลูกรักลูกหม้อของค่าย จึงไม่ใช่แนวที่จะต้องมาทดลองหรือพิสูจน์ตัวเองใหม่อะไรอีก และมันก็เติมเต็มในส่วนความคาดหวังของผู้ชมได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยศักยภาพของงานโปรดักชั่นที่สูงขึ้นอย่างน่าประทับใจ เพียงฉากเปิดเรื่องที่เกิดขึ้นท่ามกลางหยาดฝน และแสงไฟอันเงียบเหงาตัดกับสีอบอุ่น ภาพชัดตื้นที่ชวนฝัน และมุมภาพการเคลื่อนไหวที่จัดเจนมาจากผู้ชำนาญการแอนิเมชั่นเบอร์ต้นของโลก ก้เป้นประสบการณ์การรับชมหนังที่อิ่มตาตั้งแต่ต้น และการใช้งานภาพอันสวยหยดเยิ้มนี้ก็ผสานเข้ากับแนวหนังบันเทิงได้อย่างลงตัว เราจะไม่รู้สึกว่าความศิลป์ของหนังมาคอยขัดขวางความลื่นไหลของความสนุก และเมื่อมองภาพแบบพินิจคราใดก็พบแต่ความงามบรรเจิดอยู่ร่ำไป นี่คงต้องชมไปถึงภาคดนตรีประกอบที่ทำได้อย่างละมุนกลมกล่อมไปกับเรื่องราวได้อย่างดีด้วย

 

 

รีวิว toy story 4

รีวิว toy story 4 ความรู้สึกหลังดู

รีวิว toy story 4 สำหรับเนื้อเรื่อง ส่วนตัวมองว่าเป็นข้อด้อยสักหน่อย ตรงที่มีการประกาศว่าจะเป็นภาคสุดท้ายของแฟรนไชส์ชุดนี้แล้ว นั่นก็เพราะความประทับใจในภาคที่ 3 ที่ตอนนั้นเราเข้าใจว่าจะเป็นบทสรุปอันสุดยอดของเหล่าของเล่นเพื่อนซี้ ได้สร้างบรรทัดฐานสูงล้นขึ้นมาในใจเราแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงน้ำตาแตกตายกันกลางโรงกับการจากลากับแอนดี้เพื่อนรักที่อยู่ด้วยกันมา 3 ภาคกินระยะเวลาเป็นสิบ ๆ ปีไปไม่ใช่น้อย และเมื่อบอกว่านั่นยังไม่ใช่จุดพีค แต่นี่คือตอนจบจริง ๆ เราคงคาดหวังอะไรที่กระแทกกระทั้นใจยิ่งกว่านั้นเข้าไปอีก

อนิเมะตลก

 

ทว่าในภาคนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือทีมงานวางโจทย์เพื่อหาบทสรุปให้ตัวละครเก่า ทั้งที่ทิ้งไว้เช่นในภาค 3 ก็สวยงามดีแล้ว แต่เหมือนศิลปินเกษียณที่คิดถึงแฟน ๆ จนทนไม่ไหว จึงกลับมาบอกเล่าเรื่องราวเพิ่มเติมอีกนิดให้แฟน ๆ หายคิดถึง เน้นที่การมอบความสุข และบรรยากาศแสนหวานในอดีตที่มีร่วมกันอีกครั้ง หนังจึงเต็มไปด้วยความสุข ความสนุก ความตลกที่สอดแทรกแทบตลอดเวลาจากต้นจนจบ และแซมไว้ด้วยบทอาลัยอันเศร้าสร้อยซ่อนไว้ใต้ผิวอันเปล่งปลั่งสดใส เพราะอย่างไรเสียงานเลี้ยงย่อมมีวันจบ แต่จะให้จบด้วยน้ำตาแฟน ๆ แบบภาค 3 คงไม่ใช่จริตนักมอบความสุขอย่างพิกซาร์ ภาค 4 จึงน่าจะเกิดขึ้นเพื่อการนี้ การฟินาเล่ด้วยรอยยิ้มของแฟน ๆ น่าจะเป็นตอนจบที่ใช่ที่สุดสำหรับหนังแฟรนไชส์นี้ต่างหาก Toy Story 1 full movie

 

 

หนังจึงยังคงได้ดาราดังกลับมาพากย์บทสำคัญเช่นเดิม ทั้ง ทอม แฮงส์ ในบทนายอำเภอ วู้ดดี้ กับ ทิม อัลเลน ในบทนักท่องอวกาศ บัซไลท์เยียร์ และการกลับมาอีกครั้งของ แอนนี่ พอตส์ ในบท โบ ปี๊ป แฟนสาวของวู้ดดี้ที่หายหน้าไปหลังจากภาค 2 เพื่อมาสานต่อและสร้างบรรยากาศโรแมนติกเติมเต็มเรื่องราวของวู้ดดี้ ตัวละครหลักที่ไม่เคยได้รับรางวัลอันสมควรจากการทุ่มเทให้เด็ก ๆ อย่างยาวนาน แต่ถึงจะเป็นเอนเอตร์เทนเนอร์อย่างไร พิกซาร์ก็ยังเป็นนักปรัชญาที่ชาญฉลาดด้วย จากที่เราเห็นแล้วในหนังอย่าง Inside Out หรือ Coco และใน Toy Story 4 ก็เช่นกัน หนังยังหามุมที่แฟรนไชส์ยังไม่ได้จับต้องมาขยายได้อย่างน่าสนใจ ว่า ของเล่นต้องเกิดมาเพื่อเด็ก ๆ เท่านั้นจริง ๆ หรือ? ซึ่งเพิ่มการถกเถียงในเรื่องชะตาชีวิตและจิตอิสระอย่างน่าสนใจ

 

 

นอกจากร่ำลาตัวละครเดิม ๆ แล้ว หนังยังเบิกทางให้ตัวละครใหม่ ๆ หลายตัวอย่างน่าประทับใจ ราวกับบอกว่าไม่ต้องเสียใจกับการจากไป งานเลี้ยงนั้นจบลงและจัดขึ้นใหม่ได้เสมอ ตราบที่เรายังคงมีฝันและความรัก โดยตัวละครใหม่ที่ว่านี้ก็มาแบบสุดเซอร์ไพรส์ ทั้งได้ คีอานู รีฟส์ นักแสดงขาขึ้นที่สุดในวงการขณะนี้มารับบทตุ๊กตาสตั๊นท์แคนาดาในตำนานอย่าง ดุ๊ก คาบูม และ จอร์แดน พีล ผู้กำกับสุดสยองจาก Get Out และ Us ที่มารับบทตุ๊กตาสุดแสบอย่าง บันนี่ ด้วย Toy story 4 rotten tomatoes

 

 

ถ้าให้พูดก็คงบอกได้ว่าส่วนตัวแล้ว หนังไม่ได้ตรึงใจเท่าภาค 3 แต่เป็นเหมือนฉากโบนัสขนาดยาวที่มาเติมเต็มความสุขให้กับแฟน ๆ ของพวกเขาโดยเฉพาะ อย่างที่บอกว่า การจบด้วยน้ำตาไม่เหมาะกับหนังที่มอบความสุขให้ทุกคนแบบ Toy Story หรอกนะ

 

 

ความประทับใจ

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของแฟรนไชส์นี้และใน Toy Story 4 ด้วย ก็คือ คอนเซ็ปต์เนื้อเรื่อง ภาคแรกคือของเล่นใหม่ ภาคสองคือของเล่นพัง ภาคสามคือเจ้าของโตเลิกเล่น ภาคนี้ภาคที่สี่มีแกนเรื่องเป็นของเล่นที่ไม่เป็นที่ต้องการ คล้ายๆ กับของภาคสาม แค่ขยายความออกมา

 

“ซึ้ง” คือรีวิวของบทภาคนี้ เรื่องราวภาคสี่วนเวียนเกี่ยวกับของเล่นที่ไม่มีเด็กเป็นเจ้าของ ไม่มีเด็กต้องการ ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็นวู้ดดี้ โบ และของเล่นตัวอื่นๆ โหยหานึกถึงความหลังครั้งยังได้อยู่กับเด็กๆ ช่วงเวลาที่ได้สร้างความสุขและคอยเฝ้าดูเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ได้เห็นความยึดติดกับเป้าหมายของชีวิตการเป็นของเล่น ส่วนตัวที่ยังไม่เคยมีเด็กก็จะได้เห็นความพยายามดิ้นรนจะมีเด็กตลอดเวลา พอคิดตามแล้วก็เศร้าดี โชคดีที่โลกเราของเล่นไม่ได้มีชีวิตจริงๆ ไม่งั้นโลกจะน่าหดหู่กว่านี้เยอะ

 

 

ความพยายามของวู้ดดี้ที่จะทำให้บอนนี่มีความสุขกับความไม่ต้องการเจ้าของของโบทำให้เนื้อเรื่องค่อยๆ เปิดเผยและดำเนินไปจนถึงตอนจบได้อย่างลื่นไหล นี่คือภาคที่ทำมาให้วู้ดดี้กับโบกลับมาพบกันโดยเฉพาะ ถ้าสามภาคแรกคือเรื่องราวของแอนดี้กับแก๊งวู้ดดี้ตั้งแต่ต้นจนจบ ภาคนี้ก็คือเรื่องราวของวู้ดดี้กับโบตั้งแต่ต้นจนจบ ประหนึ่งเป็นบทสรุปชีวิตความเป็นไปของพระเอกหลังจากที่ชีวิตบรรลุเป้าหมาย หาทางออกในชีวิตในฐานะของเล่น

 

จังหวะจะโคนความเศร้าหรือหดหู่ของเรื่องนี้มาเป็นพักๆ แบบได้จังหวะดี เหมือนเป็นช่วงพักเบรกจากช่วงอารมณ์ดีที่มีอยู่ตลอดเรื่อง เป็นช่วงคอยเตือนคนดูตลอดว่านี่คือเรื่องราวของวู้ดดี้ เพราะโดยเนื้อแท้แล้วคนดูไม่รู้สึกถึงความผูกพันของของเล่นกับบอนนี่เลย แต่กลับรู้สึกถึงความยึดติดของวู้ดดี้กับแอนดี้ซะมากกว่า ซึ่งหนังก็ไม่ได้คิดซ่อนตรงนี้แต่อย่างใด พอดูไปมันก็ชัดขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่วู้ดดี้พูดออกมาเอง เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่คนโตมากับ Toy Story ตั้งแต่ภาคแรกได้ยินแล้วโคตรสะเทือนใจ Toy Story 4 imdb

 

 

 

 

นี่เป็นเรื่องราวความเป็นไปต่อจากภาค 3 ที่ถึงแม้จะไม่มีความจำเป็นเลยแต่ก็ไม่ได้เละเทะหรือไร้ค่า ตัวหนังมีแมสเซสหรือข้อคิดให้คนดูออกมาคิดตามนอกโรง หากแต่ว่าน่าเสียดาย นี่ไม่ใช่ Toy Story ที่เราเคยรู้จัก ตัวละครเก่าๆ กลายเป็นตัวประกอบที่ดูแทบจะไม่มีค่า เน้นวงตัวละครแคบเกินไป คือเน้นแต่วู้ดดี้กับโบ ขาดมนต์เสน่ห์แห่งมิตรภาพ ขาดฉากและเหตุการณ์ที่ว้าวติดตาตรึงใจ และด้วยการที่แก๊งของเล่นเก่าๆ แทบไม่ได้ออกเลย ตอนจบจึงขาดอิมแพคที่จะไปต่อกรกับตอนจบสุดแสนเพอร์เฟกต์แบบภาค 3 ได้

 

 

จุดเด่น

บันเทิง และสนุกมาก

งานภาพพัฒนาขึ้นเยอะมาก

เกลี่ยบทตัวละครได้ดี บทวางน้ำหนักได้พอดี

ข้อคิดที่ให้ลึกซึ้งและชวนคิดไปได้อีกหลายประเด็น toy story 4 เรื่องย่อ

 

จุดสังเกต

เทียบกับภาค 3 อาจทรงพลังน้อยลง เน้นไปทางดูสนุกมากกว่า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น